Super Moon

มี.ค. 19
2011

เมื่อคืนหลังจากอาซานมัฆริบก็นั่งหน้ามัสยิด เงยหน้าไปทางทิศตะวันออก เห็นดวงจันทร์เต็มดวง ก็เลยนึกสงสัยว่าเดือนนี้ดวงจันทร์เต็มดวงวันไหนและเวลาไหนกันแน่
พอหลังอิชาอฺก็ลองหาข้อมูลจากโปรแกรมของ ดร.มันซูร ก็ได้ข้อมูลตามที่เห็น ในภาพข้างล่างนี้

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลตรงพิกัดบ้านของผม almustofa palace (อิอิ.ยกฐานะให้ตัวเองหน่อย) คือตรงเส้นละติจูด 6.19 องศาเหนือ และลองติจูด 101.10 ถ้าจะรู้ว่าผมได้ตำแหน่งพิกัดบ้านผมจากไหน สมัยนี้เป็นเรื่องง่ายมาก ขอรู้จักตำแหน่งตามแผนที่ google maps ก็จะรู้ได้ทันที แต่มันจะไม่ตรงเลยที่เดียว เช่น ในมหาวิทยาลัยเรา  (มอย.)ถ้าจะดูตามพิกัดของแผนที่ google maps แล้วมันจะชี้ไปในป่าหลังโรงอาหาร จะอย่างไรก็ตมขาดเหลือลักษณะนี้ไม่กระทบในการคำนวณเท่าไร (เพราะปกติจะให้ตรงทีเดียวเป็นไปได้ยาก)
คำถามที่สอง ที่เกิดขึ้น แล้วเราจะเชื่อการพยากรณ์ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอวกาศได้อย่างไร เรื่องนี้ผมก็เคยตอบหลายคนว่า ถ้าจะรู้รถยนต์ประจำทางถ้ามันเดินทางมาสม่ำเสมอตลอด เป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยที่เราจะคำนวณว่าเมื่อไรรถคันนั้นที่ผ่านบ้านเรา แต่ที่มันไม่ตรงอย่างแม่นยำนั้นเพราะรถเดินทางไม่สม่ำเสมอ บางครั้งมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นระหว่างทางที่ต้องเร็วช้าเพื่อความปลอดภัย (อย่างรถไฟบ้านเราที่ไม่เคยตรงเวลา) ส่วนเรื่องดวงดาวนี้แม่นยำมาก เพราะอัลลออฺได้กำหนดแนวทางการเดินทางของมันอย่างมั่นคง คงที่ตามที่พระองค์ทรงประสงค์

(38) และดวงอาทิตย์โคจรตามแนวทางของมัน นั่นคือ การกำหนดของพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้
ตามข้อมูลที่คำนวณโดยโปรแกรมของ ดร.มันซูร จะพบว่า เวลาที่ผมเช็ค คือเวลาที่ผมดูดวงจันทร์(ที่เห็นในรูปข้างบน) 18.45 น. ของเมื่อวาน
- ดวงอาทิตย์ตกเวลา 18.26.26 น. เวลาละหมาดมัฆริบตามมือถือของผม 18.28 และเวลามัฆริบตามปฎิทินที่เขาแจก 18.31 น.
- ดวงอาทิตย์ขึ้นจากฟ้า (Sun Rise) 6.20 น. ตามมือถือผม 6.21 น. ตามปฎิทิน  น.
- ในเดือนนี้จันทร์ดับ(New moon الاجتماع) เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกัน จะทำให้ดวงจันทร์ในเวลานั้นมืดสนิท ในอิสลามถือว่าถ้าดวงจันทร์(เสิ้ยวจัน حلال) ที่เกิดขึ้นนั้นก่อนที่ตะวันจะตกดินคืนนั้นเริ่มนับคำคืนที่ 1 ของเดือนใหม่ สำหรับเดือนนี้ จันทร์ดับเวลา 20.47.01 น. บวกกับอีก 7 ชม. คือ เวลา 3.47.01 ของวันที่ 5 มีนาคม 2554 ดังนั้นตามข้อมูลนี้วันที่หนึ่งของเดือนใหม่ (รอบีอุษษานี ربيع الثاني)คือ วันที 6 มีนาคม 2554
- ดวงจันทร์เต็มดวง (Full moon بدر) เวลา 1.11.7 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2554 คือเลยเที่ยงคืน คืนนี้ไปแล้วประมาณ 1 ชม.
ว่ากันว่า ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ดวงจันทร์ใกล้โลกมากที่สุด หรือที่เรียกว่า Supper Moon

นสพ.คมชัดลึก ว่า วันที่ 19 มีนาคม 2554 นี้ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวงพอดี เป็นช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบ 18 ปี ตั้งแต่ปี คศ.1992 โดยมาอยู่ที่ระยะ 221567 ไมล์ หรือ 356577 กม.

——————————————————————–

ดวงจันทร์คืนนี้(19 มีนาคม 2554 เวลา 18.43 น.) ตำแหน่งเดียวกับเมื่อคืน(รูปบนสุด)

อีกมุมหนึ่ง ถ่ายหน้าบ้าน

หน้าที่ของเราในฐานะผู้รับมรดก

มี.ค. 04
2011

วันก่อนได้พูดคุยกับเพื่อนอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ในวงสนทนานั้นได้ยกอายะฮฺอัลกุรอานอายะฮฺหนึ่ง ในซูเราะฮฺอัลญุมอะฮฺที่ว่า

(2) พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งเราะซูล(ศาสนฑูต)ขึ้นคนหนึ่งในหมู่ผู้ไม่รู้จักหนังสือจากพวกเขาเอง เพื่อสาธยายอายาต(สัญญาณ)ต่าง ๆ ของพระองค์แก่พวกเขา และทรงขัดเกลาพวกเขา และทรงสอนคัมภีร์และหิกมะฮฺ(วิทยปัญญา)แก่พวกเขา และแม้ว่าแต่ก่อนนี้พวกเขาอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งก็ตาม            (อัลกุรอาน 66:2)

ก่อนที่เราจะมาดูความหมายโดยภาพรวมของอายะฮฺนี้แล้ว เรามาศึกษาในแต่ละคำที่อัลลอฮฺทรงใช้ในอายะฮฺนี้

  • เราะซูล (رَسول) คือ ฑูตของพระองค์ ผมใช้ในที่นี้ว่า ศาสนฑูต ณ ที่นี้หมายถึงมนุษย์คนหนึ่งที่อัลลอฮฺได้แต่งตั้งเขา มาสั่งสอนมวลมนุษย์ศาสนาของพระองค์ (บางครั้งคำว่า เราะซูล นี้พระองค์ใช้แทนมะลาอิกะฮฺ สิ่งพระองค์ทรงสร้างอีกชนิดหนึ่งที่มารับใช้พระองค์)
  • เราะซูล นี้ บ้านเราจะติดปากเรียกว่า นบี และนบีของอัลลอฮฺนั้นมีมาก ภาระงานของนบีกับเราะซูลไม่เหมือนกัน บางครั้งหรือนบีบางท่านถูกสั่งในปรับแต่งตัวเขาให้เข้ากับสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ แต่เราะซูลนี้นอกจากต้องปรับแต่ตนเองแล้วตั้งสั่งสอนคนอื่นด้วย
  • อัลได้แต่งตั้งเราะซูลขึ้นคนหนึ่งในระหว่าง อัลอุมมี(الْأُمِّيِّينَ)หรือผู้ไม่รู้หนังสือ อิบนุกะษีรฺบอกว่าคือคนอาหรับ คือคนอาหรับก่อนหน้านี้ไม่มีคัมภีร์สำหรับเขา ไม่เหมือนพวกนาศอรอ(คริสต์)หรือยิว ญะลาลีนบอกว่า คือ คนอาหรับและคนไม่รู้หนังสือ เขียนไม่ได้อ่านไม่ออก และในที่นี้หมายถึงคนอาหรับและคนไม่รู้หนังสืออื่นๆ
  • แน่นอนคนที่ไม่รู้หนังสือคือคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ หนังสือที่ถูกต้องเที่ยงตรง ฃและมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตให้มีความสุขคือศาสนาอิสลาม ดังนั้นคนที่ไม่รู้ศานาหรือความจริงทั้งหมดก็ร่วมอยู่ในผู้ไม่รู้หนังสือนี้ด้วย
  • หน้าที่ของเราะซูล คือ (يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِهِ) สาธยายอายาตปรากฎการณ์ต่างๆรอบๆตัว หรืออ่านคัมภีร์ของพระองค์และในสมัยเราก็คืออ่านอัลกุรอานให้มนุษย์(ผู้ไม่รู้)ฟังเข้าใจ เชื่อและตระหนัก
  • และขัดเกลาพวกเขาให้บริสุทธิ์(وَيُزَكِّيهِمْ) บริสุทธิจากความเชื่อที่ผิด ความเชื่องมงาย บริสุทธิจากพฤติกรรมที่พระองค์ไม่พึงประสงค์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วพฤติกรรมที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปตามจิต
  • สอนคัมภีร์ (وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ) คือ อัลกุรอาน เพื่อให้ยึดหลักอย่างมั่นคงกับอัลกุรอาน ถือปฎิตามคำสั่งในอัลกุรอานอย่างเคร่งครัด เป้าหมายคือ ความสุขทั้งบนโลกนี้และโลกอะเครัต ไม่เฉพาะสร้างสุขแก่ตัวเอง ยังสร้างสุขแก่คนรอบข้างและทุกคนในโลกด้วย
  • และสอนหิกมะฮฺ (وَالْحِكْمَةَ) ในที่นี้ผมได้แปลตามที่บางคนเขาแปลว่า วิทยปัญญา อัลหะซันกล่าวว่าหมายถึงซุนนะฮฺ  อิบนุอับบาซบอกว่าคือหนังสือที่ขีดเขียน ในสมัยก่อนถ้ามีขีดเขียนนั้นหมายถึงสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กฎระเบียบต่างๆ  มาลิก อิบนุอะนัซ กล่าวว่า การเข้าใจในเรื่องศาสนา (อัลกุรฏุบีย์)    อัฏเฎาะบะรีย์บอกว่า คำว่า หิกมะฮฺในที่นี้หมายถึงด้วยหิกมะฮฺ คือ ด้วยแนวทางที่ท่านเราะซูลได้วางไว้ หรือวิธีการที่ชาญฉลาด อ่อนโยน ยืดหยุ่น หรือที่เราเรียกว่าด้วยวิธีการทางจิตวิทยา

อายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับเราตรงไหน…

รายงานจาก อะบูดารฺดาอฺว่า ท่านนบี-ศ็อลลอลลอฮฺุอะลัยฮิวะซัลลัม- กล่าวว่า

وإنَّ العلماء ورثةُ الأنبياء

(แท้จริงบรรดาผู้รู้เป็นผู้สืบทอดมรดกจากบรรดานบี) บันทึกโดย อะบูดาวูด

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นครู-อาจารย์ เราก็คือผู้รู้ และหน้าที่เราก็เป็นหน้าที่เดียวกับท่านนบี คือ

  • สอนคนไม่รู้หนังสือ คือ คนไม่มีความรู้ โดยเฉพาะในเรื่องศาสนา หรือรู้แบบผิดๆ
  • พูด กล่าว กระตุ้น ให้เขาตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่อัลลอฮฺสร้างมาและผู้ทรงสร้าง
  • อ่านอัลกุรอาน ให้เขาฟัง บรรยายให้เขาเข้าใจ โน้มเน้าให้เขาปฎิบัติตาม
  • ขัดเกลา หรือ อบรมสังสอนพวกเขาให้เป็นคนที่ห่างไกลจากการประพฤติในสิ่งที่อิสลามไม่ต้องการ
  • ในการสอนนั้นต้องเป็นไปอย่างนุ่มนวล อ่อนโยน ยืดหยุ่น ใช้หลักการทางจิตวิทยาช่วยในการสอนเขา
  • แม้ว่าก่อนหน้านี้เขารู้มาแล้ว แต่ถ้ารู้อย่างผิดๆ เราก็ต้องแก้ไข

ประเมินอาจารย์สาขาภาษามลายู

มี.ค. 02
2011

นักศึกษาเอกภาษามลายูหรือเอกอื่นๆที่เรียนวิชาในเอกภาษามลายูในมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

ให้เลือกประเมินตามรายวิชาและอาจารย์ข้างล่างนี้

1. อาจารย์แอสซูมานี  มาโ

2. อาจารย์กูอาเรส  ตวันดอเลาะ

3. อาจารย์ซาลีฮา  มูซอ

4. อาจารย์ฮาสนะ  อับดุลกอเดร์

5. อาจารย์อับดุลรามันห์  โตะหลง

6. อาจารย์ซอลาฮุดดีน  สะมะอุน

7. อาจารย์ ดร.อับดุลอาซิซ  บินมะฮฺมูด

ประเมินอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์

ก.พ. 13
2011

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

สวัสดีครับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตรุ่น 2553 ทุกคน

การประเมินการสอนของอาจารย์ภายในคณะศึกษาศาสตร์และคณะอื่นๆเป็นสิ่งจำเป็น เป็นการตอบสนองความต้องการของหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนามุสลิมเราให้ดียิ่งขึ้นตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ ทางมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องหาวิธีการที่สะดวกและทันสมัย ก่อนที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดระบบที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมอาสาสร้างแบบประเมินทางอินเตอร์เน็ท ให้พวกเรา(นักศึกษา)ได้ประเมินทุกคน ไม่ว่าจะอยู่มุมใหนของโลกก็สามารถประเมินได้ โดยมีข้อแม้ในช่วงแรกๆนี้ก่อนว่านักศึกษาจะต้องใส่รหัสของตัวเองเพื่อที่อาจารย์จะได้ไปพิจารณาเพื่อความสมบูรณ์ในการจัดการเรียนสอนและการให้คะแนนแก่นักศึกษา

(นักศึกษาต้องการประเมินอาจารย์ท่านใด วิชาอะไรให้คลิ๊กตรงรายวิชานั้นๆ)

เฉพาะวิชาที่เรียนกับอาจารย์ท่านนั้นเท่านั้น

อ.อิบรอเฮม หะยีสาอิ

สำหรับนักศึกษา ป.ตรี

- วิชา GE 219-403 จิตวิทยาทั่วไป

สำหรับนักศึกษา ป.บัรฑิต

- วิชา ED 516-101 มโนทัศน์ทางการศึกษาและความเป็นครูในอิสลาม

- วิชา ED 516-102 จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว

- วิชา ED 516-107 ภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู

.

.

.

อ. มะยูตี ดือรามะ

.

- วิชา ED 516-103 การวัดและประเมินผลทางการศึกษา

- วิชา ED 516-106 วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา

.

อ.มหามะรอสลี แมนยู


- วิชา ED 516-104 หลักสูตรและการสอน

- วิชา ED 516-107 ภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู

  • .
  • .
  • .
  • .
  • .
  • .
  • .

.

อ.อับดุลกอนี เต๊ะมาหมัด

.

- วิชา ED 516-102 จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว

- วิชา ED 516-107 ภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู

-วิชา  ED 516-205 การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา

.

.

.

อ.คอเหล็ด  หะยีสาอิ

.

- วิชา ED 516-107 ภาษาและเทคโนสารสนเทศสำหรับครู

- วิชา ED 516-108 การบริหารจัดการในห้องเรียน

- วิชา ED 516-210 วิชาการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์

.

ผศ.ซอลีฮะห์ หะยีสะมะแอ

.

.

-วิชา ED 516-201 วิชาการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษา

.

.

.

ผศ.จรุวัจน์ สองเมือง

.

- วิชา ED 516-105 วิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา

.

.

.

อ.ดร.มูฮามัสสกรี มันยูนุ

.

- วิชา ED 516-104ห ลักสูตรและการสอน

-วิชา ED 516-201 วิชาการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษา

.

.

ผศ.จิระพันธ์ เดมะ

.

- วิชา ED 516-105 วิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา

.

.

.

.

.

.

อ.ซาฟีอี บารู

.

- วิชา ED 516-108 การบริหารจัดการในห้องเรียน

ความสำคัญของความรู้

ก.ย. 13
2010

ความรู้ 

ความสำคัญของความรู้

อัลกุรอานได้บ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ในหลายอายัต เช่น

شَهِدَ اللّهُ أَنَّهُ لاَ إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ وَالْمَلاَئِكَةُ وَأُوْلُواْ الْعِلْمِ قَآئِمَاً بِالْقِسْطِ …[آل عمران : 18]

“อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมะลาอิกะฮ์ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม” (อาล อิมรอน 3/18)

ขอให้เไตรตรองกันเถิดว่า อัลลออฺได้เริ่มยันยันตัวพระองค์เอง ลำดับที่สองคือบรรดามะลาอิกะฮฺ และลำดับที่สามคือผู้ที่มีความรู้ นี่นับว่าเป็นสิ่งเพียงพอแล้วสำหรับที่จะยืนยันว่าความรู้นั้นทั้งมีเกียรติและสำคัญยิ่ง

อัลลอฮฺได้ตรัสอีกว่า

يَرْفَعِ اللَّهُ الَّذِينَ آمَنُوا مِنكُمْ وَالَّذِينَ أُوتُوا الْعِلْمَ دَرَجَاتٍ … [المجادلة : 11]

“อัลลอฮฺจะทรงยกย่องเทอดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายชั้น” (อัลมุญาดะละฮฺ 58/11)

قُلْ هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ  [الزمر : 9]

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ?” (อัซซุมัรฺ 39/9)

إِنَّمَا يَخْشَى اللَّهَ مِنْ عِبَادِهِ الْعُلَمَاء   [فاطر : 28] 

“แท้จริง บรรดาผู้ที่มีความรู้จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้นที่เกรงกลัวอัลลอฮฺ” (ฟาฏิรฺ 35/28)

وَلَوْ رَدُّوهُ إِلَى الرَّسُولِ وَإِلَى أُوْلِي الأَمْرِ مِنْهُمْ لَعَلِمَهُ الَّذِينَ يَسْتَنبِطُونَهُ مِنْهُمْ  
 [النساء : 83]

“และหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังเราะซูล และยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว  แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้” (อันนิซาอฺ 4/48)

การตัดสินความของเขาอยู่ที่ผู้ที่ใช้ความรู้วินิจฉัย และระดับความมีเกียรติเพราะการตัดสินความบนบทบัญญัตของอัลลอฮฺ ผู้วินิจฉัย(ด้วยความรู้)อยู่ระดับเดียวกันกับรรดานบี

ส่วนหลักฐานจากหะดีษนบี(ศ็อลฯ)นั้น ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ได้กล่าว่า

مَنْ يُرِدْ اللهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهْهُ فِي الدِّينِ وَيُلْهِمُهُ رُشْدَهُ

“ผู้ใดที่อัลลอฮฺต้องการให้ได้ดี อัลลอฮฺจะให้เขาเข้าใจในเรื่องศาสนา และอัลลอฮฺ์จะดลใจเขาให้ได้ทางนำสู่ความรู้นั้น”[1]

และได้กล่าวอีกว่า

الْعُلَمَاءَ وَرَثَةُ الْأَنْبِيَاءِ .

“ผู้รู้(อุลามาอฺ)คือผู้สืบทอดมรดกบรรดานบี” [2]

ไม่มีฐานะใดสูงกว่าการเป็นนบี และไม่มีเกียรติใดเหนือกว่าเกียรติของผู้ที่ได้สืบทอดมรดกจากนบี และท่านนบี(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

إذَا أَتَى عَلَيَّ يَوْمٌ لَا أَزْدَادُ فِيهِ عِلْمًا يُقَرِّبُنِي إلَى اللَّهِ تَعَالَى
 فَلَا بُورِكَ لِي فِي طُلُوعِ شَمْسِ ذَلِكَ الْيَوْمِ

“วันใดที่ได้มาหาฉัน ฉันไม่ได้เพิ่มความรู้เพื่อทำให้เข้าใกล้อัลลอฮฺเลย วันนั้นฉันจะไม่ได้มงคล(บารอกะฮฺ)ของการส่องแสงของดวงอาทิตย์”[3]

ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวถึงความประเสริฐของความรู้เหนือกว่าการภักดี(อิบาดะฮฺ) ว่า

فَضْلُ الْعَالِمِ عَلَى الْعَابِدِ كَفَضْلِي عَلَى أَدْنَى رَجُلٍ مِنْ أَصْحَابِي

“ความประเสริฐของผู้รู้เหนือกว่าผู้ภักดี(อาบิด) เสมือนความประเสริฐของฉันเหนือสหายของฉันที่ต่ำที่สุด”[4]

เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของความรู้ จะเห็นได้ว่าความรู้เปรียบเทียบกับระดับของการเป็นนบีได้อย่างไร ทำไมการปฏิบัติศาสนกิจโดยปราศจากความรู้ถึงอยู่ในระดับที่ต่ำ ผู้ปฏิบัติศาสนกิจปราศจากความรู้ในการทำอิบาดะฮฺที่เกี่ยวข้องกับศาสนกิจนั้นไม่นับว่าเขาได้ปฏิบัติแล้ว และท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวว่า

فَضْلَ الْعَالِمِ عَلَى الْعَابِدِ كَفَضْلِ الْقَمَرِ لَيْلَةَ الْبَدْرِ عَلَى سَائِرِ الْكَوَاكِبِ

“ความประเสริฐของผู้รู้(อาลิม)เหนือผู้ภักดี(อาบิด) เสมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่เหนือกว่าดวงดาวต่างๆ”[5]

ลุกมานได้สั่งเสียแก่ลูกของเขาว่า

“โอ้ลูกรัก.. เจ้าจงคลุกคลีกับบรรดาผู้รอบรู้(อุลามาอฺ) และจงอยู่อย่างเข่าของเจ้าชนกับเข่าของพวกเขา เพราะอัลลอฮฺ(ซุบหฯ)สร้างจิตใจให้มีชีวิตชีวาด้วยองค์ความรู้ เสมือนอย่างที่พระองค์สร้างพื้นแผ่นดินให้มีชีิวิตชีวาด้วยน้ำฝนจากท้องฟ้า”


[1] บันทึกโดย อัลบุคอรี จากรายงานของมุอาวียะฮฺ อิบนุอะบูซุฟยาน (เลขที่ 62) มุสลิม จารายงานของมุอาวียะฮฺ (เลขที่ 1037) อัตตัรมีซีย์ (เลขที่ 2647) อิบนุมาญะฮฺ (1/49) และ อิมามอะหฺมัด (1/306,2/234)

[2] บันทึกโดย อิบนุมาญะฮฺ จากรายงานของอะบูดารฺดาอฺ (1/50)

[3] บันทึกโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ ใน الأوسط อะบูนะอีม ใน الحلية อิบน อับดุลบะรฺ ใน العم จากรายงานของอาอีชะฮฺ ด้วยสายรายงานที่อ่อน(เฎาะอีฟ)

[4] บันทีกโดย อัตติรมีซียฺ จากรายงานของ อะบูอะมามะฮฺ อัลบาฮิลีย์ (เลขที่ 2686)

[5] บันทีกโดย อะบูดาวูด

เราจะรายอวันไหนดี ?

ก.ย. 04
2010

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจคำว่า “รายอ” ก่อน คำๆนี้ถ้าเป็นคนไทยมลายูทางภาคใต้จะเข้าใจในความหมายของมันดี แต่คนภาคใต้ตอนบนหรือคนภาคอื่นบางคนอาจจะเข้าใจ บางคนอาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แม้กระทั้งคนๆนั้นเป็นคนมุสลิมเองก็ตาม

คำว่ารายอ เป็นคำมลายู มีความหมาย(ตามที่ผมเข้าใจจากประสบการณ์) คือ ใหญ่ มากหรือพลุกพล่าน เช่น ถนนสาธารณะที่มีผู้ใช้เป็นประจำอย่างพลุกพล่านจะเรียกถนนนั้นว่า جالن راي (ญาลันรายอ) มีคำๆหนึ่งเป็นชื่อดอกไม้ประจำชาติของประเทศมาเลเซีย คือ บูงอรายอ หมายถึงดอกชบา ส่วนจะมีความหมายว่าทีเรียกว่ารายอเพราะลักษณะการแผ่ขยายใหญ่ของมันหรือเปล่านั้น อันนี้ผมไม่ได้ศึกษา(ถ้าเปิดดูในพจนานุกรมภาษามลายูแล้วคำว่า รายอ ให้ความหมายว่า ไหญ่ Raya : Besar)

แต่รายอที่ผมยกในหัวข้อนี้ หมายถึง วัน มุสลิมทางใต้จะเรียกว่า ฮารีรายอ هاري راي คือวันเฉลิมฉลองของมุสลิม บ้างก็แปลว่าตรุษ บ้างใช้ทับศัพท์จากคำศัพท์ที่บันทึกไว้ในบทบัญญัติศาสนา คือ อีด หรือ อี๊ด (จะสะกดยังไงก็ออกเสียงไม่ตรงกับภาษาดั้งเดิมของเขา) เขียนด้วยภาษาอาหรับ عيد มาจากรากศัพท์ عاد يعود  แปลว่า กลับ นักวิชาการบางคนให้ความหมายว่า วันที่หวนกลับมาอีกในแต่ละปี

รายงานจากอะนัซ-เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ- ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ-ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม- ได้เดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮฺ พวกคนมะดีนะฮฺได้มีการละเล่นเฉลิมฉลองกันในสองวัน ท่านก็ถามว่า مَا هَذَانِ الْيَوْمَانِ (นี่สองวันอะไร) พวกเขาก็ตอบว่า “เป็นสองวันที่เราละเล่นกันในสมัยก่อนที่อิสลามจะเข้ามา” ท่านเราะซูลุลลอฮฺ-ศ็อลฯ- ก็ตอบว่า

إِنَّ اللَّهَ قَدْ أَبْدَلَكُمْ بِهِمَا خَيْرًا مِنْهُمَا يَوْمَ الْأَضْحَى وَيَوْمَ الْفِطْرِ

“อัลลอฮฺได้เปลี่ยนสองวันนี้ที่ดีกว่าแก่พวกเจ้า คือ วันอีดอัฎหา และวันอีดฟิฏรฺ”

(บันทึกโดย อะบูดะวูด หะดีษที่ 1134 อัลบานีได้วิเคราะห์แล้วว่าเป็นหะดีษเศาะหีห)

จากหะดีษนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ก่อนหน้าที่อิสลามจะเข้ามาในโลกอาหรับนั้น การเฉลิมฉลองด้วยการละเล่นอย่างสนุกสนานนั้นมีอยู่แล้ว และหลังจากอิสลามเข้ามา อิสลามก็ได้กำหนดวันที่ยิ่งใหญ่ที่หวนกลับมาทุกปีนั้นมีอยู่ 2 วัน(เท่านั้น) คือวันอีดอัฎหาและวันอีดฟิฏรฺ

คำถามที่เกิดกับเราต่อไปนี้คือ วันอีดหรือวันที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองนั้นเมื่อไร ตรงกับปฏิทินปัจจุบันวันที่เท่าไร ?

  1. วันอีดอัฎหา ในภาษามลายูถิ่นไทยใต้ว่า รายอฮัจญี อยู่ในช่วงการปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมทั่วโลกที่ไปปฏิบัติ ณ เมืองมักกะฮฺ จะตรงกับวันที่ 10 เดือนซูลหิจญะฮฺ ของทุกปี
  2. วันอีดฟิฏรฺ ทางใต้ว่า รายอปอซอ หมายถึงวันเฉลิมฉลองในความสำเร็จที่ได้ถือศีลอดมาตลอดทั้งเดือน นั้นหมายถึงจะเป็นวันที่ 1 ของเดือนเชาวาล คือเดือนที่ถัดจากเดือนเราะมะฎอนที่ต้องถือศีลอดมาทั้งเดือน

ทั้งสองวันจะอ้างวันที่ของเดือนอาหรับ และเดือนอาหรับนี้จะเป็นเดือนทางจันทรคติ จะเริ่มนับวันที่หนึ่งของเดือนคือวันขึ้นหนึ่งค่ำของเดือนนั้น เช่นเดือนเราะมะฎอนจะเริ่มนับวันขึ้นหนึ่งค่ำของเดือนและจะไปสิ้นสุดเมื่อขึ้นค่ำของเดือนถัดไปปรากฏขึ้น

รายงานจาก อะบูฮุร็อยเราะฮฺ ว่า ท่านนบี-ศ็อลฯ- กล่าวว่า ..

” صُومُوا  لِرُؤْيَتِهِ وَأَفْطِرُوا لِرُؤْيَتِهِ فَإِنْ غُمِّيَ عَلَيْكُمْ فَعُدُّوا ثَلاَثِينَ يَوْمًا “

“พวกเจ้าจงถือศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ และละศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์ แต่ถ้าว่าถูกบัง(ด้วยเมฆหมอก) ก็จงนับให้ครบ 30 วัน”  
(บันทึกโดย อัลบุคอรียฺ มุสลิม อันนะซาอี และอัตติรมีซี) 

 จากหะดีษนี้ ซึ่งเป็นหะดีษเศาะหีหฺ(ผู้รายงานตั้งแต่ผู้บันทึกจนถึงท่านนบี-ศ็อลฯ- เป็นผู้ซื่อสัตย์ มีความน่าเชื่อถือ มุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อและปฏิบัติตาม) เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในการกำหนดวันใหม่ของเดือนใหม่เพื่อถือศีลอดนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการดูจันทร์เสี้ยว(หิลาล) และเช่นกันเมื่อต้องการเลิกการถถือศีลอด(เริ่มเข้าเดือนถัดไป)ก็ต้องดูจันทร์เสี้ยว

 

จันทร์เสี้ยวหรือหิลาล(هلال) เกิดขึ้น นั้นหมายถึงวันแรกของเดือนใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว และหิลาลจะเกิดขึ้นนั้นต้อนผ่านการเกิดจันทร์ดับหรือ New Moon (اجتماع)ก่อน

New Moon หรือจันทร์ดับ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์อยู่หน้าดวงอาทิตย์นั่นเอง ในวันนี้ผู้สังเกตที่อยู่ด้านมืดหรือด้านกลางคืน และด้านกลางวันบนโลกจะมองไม่เห็นดวงจันทร์ เราจึงเรียกว่าคืนเดือนมืด หรือ จันทร์ดับ

 

อัลลอฮฺได้ตรัสในซูเราะฮฺ ยาซีน อายะฮฺที่ 38-39 ว่า

وَالشَّمْسُ تَجْرِي لِمُسْتَقَرٍّ لَّهَا ذَلِكَ تَقْدِيرُ الْعَزِيزِ الْعَلِيمِ

وَالْقَمَرَ قَدَّرْنَاهُ مَنَازِلَ حَتَّى عَادَ كَالْعُرْجُونِ الْقَدِيمِ

[ يس : 39-38 ]

ความว่า “และดวงอาทิตย์โคจรตามวิถีของมัน นั่นคือ การกำหนดของพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ และดวงจันทร์นั้น เราได้กำหนดให้มันโคจรตามตำแหน่ง จนกระทั่งมันได้กลายมาเป็นเช่นกิ่งอินทผลัมแห้ง”

จากอายะหฺนี้ทำให้เราทราบว่าการเดินทางของดวงอาทิตย์นั้นมีแนวทางของมันที่ชัดเจน นั้นหมายถึงมีแนวทางที่มั่นคงชัดเจนและด้วยความเร็วที่คงที่ชัดเจน มนุษย์ที่อัลลอฮฺมอบความเฉลี่ยวฉลาดแก่เขา เขาสามารถที่จะคำนวณได้ว่าเวลาไหนตำแหน่งของดวงจันทร์ควรจะอยู่ ณ ตำแหน่งใด เช่นกันตำแหน่งของจันทร์เสี้ยววันแรกเริ่มนั้นควรจะอยู่ตรงไหน

สำหรับจันทร์เสี้ยวของวันแรกของเดือนเราะมะฎอนนั้นผมได้เขียนแล้วในบันทึกก่อนหน้านี้ ในบันทึกนี้ผมขอพูดถึงจันทร์เสี้ยวที่จะเกิดขึ้นและจะนับเป็นวันแรกของเดือนเชาววาลที่นับเป็นวันรายอปอซอหรือวันอีดฟิฏรฺของปีนี้

เมือง

اجتماع

ดวงอาทิตย์ตกดิน ดวงจันทร์ตกดิน อายุจันทร์ใหม่ จันทร์ค้างฟ้า(นาที) โอกาสเห็นหิลาล
วันที่ 8 กันยายน 2553

ยะหา

17.30 18.18 18.06 0.48 -0.12 X
การาชี 15.30 18.43 18.29 2.48 -0.14 X
มักกะฮฺ 13.30 18.30 18.21 5.01 -0.09 X
ไคโร 12.30 18.09 17.56 5.48 -13.09 X
เคปเทาวน์ 12.30 18.33 18.50 6.05 0.17 X
ทริโปลี 12.30 19.23 19.10 6.54 -13.01 X
ลอนดอน 10.30 18.31 18.03 8.02 -28.26 X
แมกซิโกซิตี 4.30 18.45 18.53 13.48 8.22 X
             
วันที่ 9 กันยายน 2553            
โตเกียว 19.30 17.57 18.05 8.08 22.28 X
บรูไน 18.30 18.23 19.01 23.48 38.04 /
ยะหา 17.30 18.17 18.56 24.48 38.5  /

จากตารางที่ผมได้ค้นคว้ามาและได้นำเสนอมาข้างบนนี้ ทำให้เราพอที่จะคาดเดาได้ว่า วันรายอปอซอของบ้านเรา(ประเทศไทยและภูมิภาค) จะต้องเป็นวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553 ไม่ว่าคนๆนั้นจะเริ่มถือศีลอดตามประเทศไดก็ตาม 

จากกราฟนี้จะเห็นได้ว่าตอนค่ำของวันที่ 8 กันยายน แม้แต่ทวีปอเมริกาใต้ก็ไม่มีโอกาสที่จะเห็นหิลาลได้ เว้นแต่ทางใต้สุดของทวีปเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เท่านั้นที่มีโอกาสเห็น

 

ส่วนในตอนค่ำของวันที่ 9 นั้น ประเทศไทยและประเทศในอาเซียน มีโอกาสเห็ สำหรับญี่ปุ่น อังกฤษ(รวมถึงยุโรปทั้งหมด) และแคนาดา ก็ยังไม่มีโอกาสมองเห็น (คงต้องถือศีลอดให้ครบ 30 วันตามที่หะดีษได้บ่งบอกไว้)

ดูดวงจันทร์..วันเริ่มถือศีลอด

ส.ค. 06
2010

วันนี้ได้อ่านประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรีเรื่องการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันเริ่มถือศีลอด(วันที่ 1 เราะมะฎอน) ทำให้ผมนึกถึงสภาพของตัวเองในปีที่ผ่านๆมา เพราะไม่ว่าจะเป็นวันถือศีลอดหรือวันละศีลอด(รายอ) บ้านผม(โทรศัพท์ของผม) ได้ยินบ่อยมาก จะมีคำถามว่า พรุ่งนี้ถือศีลอดไหม หรือไม่ก็พรุ่งนี้รายอไหม การเห็นดวงจันทร์เป็นไง.. ที่เขาชอบถามผมแบบนี้ผมคิดว่า อาจจะมาจากสองสาเหตุ (หลักจริงๆคงเป็นสาเหตุเดีย) สาเหตุแรก(หลักจริงๆ) คือ ปกติคนจะเห็นฮิลาลหรือจันทร์เสี้ยวของเดือนใหม่ เป็นโตะอิมามที่บ้าน เพราะแหล่งดูดวงจันทร์อยู่ไม่ห่างจากบ้านผมไปเท่าไรนัก สาเหตุที่สอง ผมชอบโม้ว่า วันนี้จะเห็นดวงจันทร์หรือไม่เห็นดวงจันทร์ตามหลักการคำนวณทางดาราศาสตร์ จริงๆแล้วผมไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ก็พอที่จะรู้มาบ้างว่าระบบการโคจรของดวงจันทร์มีแนวทางและเวลาเป็นอย่างไร

ปีนี้ทางสำนักจุฬาราชมนตรีให้ดูดวงจันทร์(ฮิลาล) ช่วงเย็น/ค่ำของวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553 ถ้าผู้ใดเห็นให้ไปแจ้งแก่สำนักงานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัด เพื่อที่ทางสำนักจุฬาจะได้ประกาศกำหนดวันถือศีลอดต่อไป

ผมก็ลองมาคีย์ข้อมูลของปีนี้ลงในคอมพิวเตอร์ผมดูว่า น่าจะเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากว่าผมใช้วินโดว์ใหม่ ข้อมูลที่ผมคีย์เข้าไปไม่สามารถที่จะแสดงตามที่ผมต้องการได้ ผมก็ลองเสริชหาในอินเตอร์เน็ทดูบางทีอาจจะมีคำตอบหรือรูปส่วยๆ ดูง่ายๆ อาจจะช่วยเราได้บ้าง

ตามข้อมูลที่ผมคีย์ในคอมพิวเตอร์ของผม วันที่ 10 ของเดือนสิงหาคมปีนี้ นิวมูนหรือจันทร์ดับเวลา 10:09:08 นาฬิกา เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็สบายใจ เพราะกว่าจะค้ำอีกนาน เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินดวงจันทร์ก็จะมีอายุ 8 ชม. 40 นาที มากพอที่เห็นเสี้ยวจันทร์ได้ แต่พอไปดีอีกมุมหนึ่งกลับพบว่า ในบริเวณ์ อ.ยะหา(ที่ผมอยู่) ดวงอาทิตย์ตกดินเวลา 18:30:53 น. (ตามปฏิทินที่เขาแจกในสามสี่จังหวัดภาคใต้ 18:37, ตามเวลาของ islamicfinder.com 18:32 – ของ islamicfinder ผมพอมีคำตอบว่าที่มันต่างกันเพราะเขาบวกเพิ่ม 1 นาทีก่อนเวลาละหมาด ส่วนที่ใช้บ้านผมทำไมต่างกันเยอะมาก ผมก็จนปัญญาที่จะหาสาเหตุเหมือนกัน) ดวงจันทร์(ฮิลาล)จะตกดินเวลา 18:39:37 น. นั้นหมายความว่าหลังดวงอาทิตย์ตกดินแล้วดวงจันทร์ยังอยู่บนฟ้าอีก 8 นาทีกับอีก 43 วินาที เมือเป็นแบบนี้ จะมีโอกาเห็นจันทร์เสี้ยวไหมนี่ ?

เมื่อคลิ๊กดูอีกทีก็พบว่า ความสูงของดวงจันทร์อยู่สูงจากแนวระดับของพื้นดินเพียงแค่ 1.535 องศาเท่านั้น .. โห..แบบนี้โอกาสที่บ้านเราจะเห็นจันทรเสี้ยว(ฮิลาล)นั้นยากมากเลย

ถ้าดูตามรูปที่เขาปลอตมานี้ (www.moonsighting.com) จะเห็นได้ว่า บริเวณเขียวๆจะเห็นได้ง่ายมาก(ถ้าไม่มีเมฆหมอกมาบัง) บริเวณทวีปอเมริการใต้ (แถบสีฟ้า) มีโอกาเห็นด้วยตาเปล่า แถบสีเงินอาจเห็นได้ถ้ามีเครื่องมือช่วยในการมองเห็น ส่วนแถบสีแดงจะเห็นได้ก็ต้องใช้อุปกรณ์อย่างเดียว

สรุป คือ…

  • เย็น/ค่ำวันอังคารที่ 10 นี้ มีจันทร์เสี้ยว(ฮิลาล)
  • โอกาสที่จะเห็นบ้านเราเป็นไปได้ยากมากเลย
  • จะเริ่มถือศีลอดวันไหนนั้น คอยฟังประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรี

ทำไมเราตามหลังเขา ?

ก.ค. 23
2010

เมื่อวันพุธท่านอธิการบดี มอย.เราได้ให้นะศิหะฮฺ หลังละหมาดซุฮริ ผมรู้สึกว่าท่านว่าให้เราชาว มอย.ทุกคนรู้สึกตัวเพื่อให้ตระหนักและเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว ท่านกล่าวค่อนข้างแรงพอควร ผมนั่งใกล้กับ อ.ท่านหนึ่ง อ.ท่านนั้นหันมากล่าวกับผมว่า อธิการบดีกำลังบอกพวกเราที่เป็นบุคลากรมากกว่า นศ. และ อ.ท่านนี้ท่านก็กล่าวต่อว่า พวกเรา 300 กว่าชีวิตไม่ใช่น้อยแล้ว (ใครที่ยังไม่ได้ฟังในวันนั้น ติดตามฟังได้ ที่นี้ เสียงมัสยิดฮารอมัยน์ (21-07-10) “ทำไม มุสลิมอ่อนแอ?”)

เจ้าหน้าที่สำนักวิทยประชุมแข่งขันเพื่อให้หลุดพ้นจากสิ่งที่อธิการกล่าวบดีถึง

ตอนทำ KM เช้าวันวานผมก็ได้นำสิ่งที่อธิการบดีพูดที่มัสยิดให้ทุกคนฟังอีกครั้ง และได้เชื่อมโยงกับการทำงานของพวกเรา เพื่อให้พวกเราร่วมกันคิดว่า วันๆที่เรามาทำงานนี้ เป็นไปตามที่อัลลอฮฺมอบหมายความรับผิดชอบหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประกันคุณภาพที่ต้องประเมินต้นเดือนหน้านี้ เราทำได้แค่ไหน หรือว่ายังปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไปเรื่อยๆ เพราะเท่าที่ประสบมาบางคน บางหน่วยงาน พวกเขาทำเท่าที่เขาทำได้ นอกนั้นเขาก็ปล่อยเป็นความผิดของคนในระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ จนถึงอธิการบดี แทนที่สิ่งที่ทำไม่ได้จะมาปรึกษาหาทางออกร่วมด้วยช่วยกันเพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์ และบางคนยิ่งแย่ ทั้งๆที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์แต่เวลางานหมดแล้ว(สี่โมงเย็นแล้วและพรุ่งนี้วันหยุด) ก็จะหยุดงานทันที คิดจะมาทำต่อในอาทิตย์หน้า … แล้วแบบนี้ภาพลักษ์ของมุสลิมจะเห็นเป็นคนทุ่มเทกับการงานได้อย่างไร

ด้วยเหตุที่เราอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นผู้นำในการงานได้ เราก็จำเป็นต้องตามเขาตลอด แม้แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องตาม เราก็ตามเขาเหมือนกัน ทำให้ผมนึกถึงหะดีษที่ผมเคยเขียนใน http://gotoknow.org/blog/tarbiah/60049 ครั้งที่ผมไปเยี่ยม มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์มาเลเซีย

عَنْ ‏ ‏أَبِي سَعِيدٍ الْخُدْرِيِّ‏ ‏رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ ‏
أَنَّ النَّبِيَّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏قَالَ ‏ ‏ لَتَتَّبِعُنَّ سَنَنَ مَنْ قَبْلَكُمْ شِبْرًا بِشِبْرٍ وَذِرَاعًا بِذِرَاعٍ حَتَّى لَوْ سَلَكُوا جُحْرَ ضَبٍّ لَسَلَكْتُمُوهُ قُلْنَا يَا رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏الْيَهُودَ ‏ ‏وَالنَّصَارَى ‏ ‏قَالَ فَمَنْ

รายงานจาก อะบูซะอีด อัลคุดรีย์ – รอฎิยัลลอฮุอันฮู – ว่า

ท่านนบี-ศ็อลเลาะลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม- ได้กล่าวว่า “แน่แท้พวกเจ้าจะตามแนวทางคนก่อนพวกเจ้า ทีละศอก ทีละคืบ จนแม้กระทั้งพวกเข้าเข้าไปในรูแย้(ฏ็อบ) พวกเจ้าก็จะตามเขา” เราถามว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลอฮฺ มันเป็นยิวและคริสต์ใช่ไหม” ท่านก็ตอบว่า “จะเป็นใครอีกเล่า” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)

วันครอบครัว มอย. : เสียงบ่นที่เราต้องตระหนัก

ก.ค. 16
2010

เมื่อวานกับเมื่อคืนเป็นวันครอบครัว มอย. ที่จัดขึ้นเป็นประจำ และเมื่อวานเป็นครั้งแรกของปีการศึกษา 2553 นี ในช่วงเริ่มต้นของงานเป็นการบรรยายของคณบดีคณะอิสลามศึกษา ในหัวข้อเรื่องความซื่อสัตย์ ท่านได้ยกหลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษพร้อมกับยกตัวอย่างการทำงานของพวกเราชาวคณะ มอย. น่าฟังและน่านำไปปรับใช้เป็นอย่างยิ่ง

ก่อนที่ท่านจะพูดในเรื่องความซื่อสัตย์ท่านได้บ่นให้พวกเราฟังและตระหนักเกี่ยวกับการละหมาด ท่านว่าการละหมาดนั้นเป็นงานศาสนปฏิบัติของมุสลิมทุกคนต้องทำ และเราชาวคณะ มอย. เป็นแหล่งวิชาการอิสลามที่ทั่ว่โลกนับถือ ดังนั้นการปฏิบัติศาสนกิจของพวกเราต้องถูกต้องแม่ยำ แต่เท่าที่เจอมาแม้แต่การละหมาดมีเจ้าหน้าที่เราบางคนก็ยังละหมาดไม่ถูกต้อง ท่านได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งโดยรวบรวมความเห็นจากบรรดาอุลามาอฺต่างๆที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ ในเรื่องเกี่ยวกับการละหมาดที่ถูกต้องตามแนวทางที่ท่านนบีได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แต่กลับพบว่าหนังสือเล่มนี้ภายใน มอย.เรามีคนซื้อไม่ถึง 50 เล่ม ทั้งที่โรงเรียนบางแห่งได้นำหนังสือเล่มนี้เป็นแบบเรียนให้แก่บรรดาครูและเจ้าหน้าที่

ผมเคยบอกให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องสมุด นำเอาหนังสือเล่มนี้มาวางขายที่ประตูตรงทางเข้าด้วย แต่ปรากฏว่าตอนนี้ไม่เห็นมีแล้ว ถามเขาว่าเอาออกทำไม คำตอบที่ได้คือ… ขายไม่ออก..

ผมเคยบอกให้เจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่าให้ไปวางไว้ในชั้นที่แสดงหนังสือออกใหม่ด้วย แต่อยู่ได้ไม่นานต้องเอาออก .. คงเป็นเพราะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเป็นหนังสือเล่มอื่นแล้ว

ผมก็เดินไปหาที่ชั้นวางหนังสือ หาตั้งนานกว่าจะเจอ เพราะมันเป็นหนังสือภาษามลายูยาวี(ภาษาของพวกเราเอง…)  ทำไมมันหายากแบบนี้ .. ก็พอสรุปได้ว่าที่หายากเพราะหนังสือภาษานี้ห้องสมุดเรามีน้อย เลยต้องไปพึ่งพาอาศัยชั้นของภาษาอื่น คือ ชั้นของภาษาจีน และเป็นภาษามลายูก็ต้องรวมกลุ่มกันไปอยู่ในกลุ่มหนังสือภาษามลายู(รูมี) ก็เลยทำให้หนังสือเล่มนี้ต้องหลบซ่อนตัวเงียบอย่างน่าสงสารในซอกลึกๆของกลุ่มหนังสือภาษามลายู(รูมี)

หนังสือสำคัญแบบนี้ เนื้อหามีผลกับตัวเราและมุสลิมทุกคนโดยตรงแบบนี้ ทำไมเป็นแบบนี้….

หะดีษนบีหรือเปล่า ??

ก.ค. 02
2010

ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจการศึกษาอิสลามในตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จำได้สมัยเรียนตาดีกว่าบรรดาเจะกูก็กระตุ้นให้พวกเราเรียนหนังสือเยอะๆ ท่านก็จะยกหะดีษนบี(ศ็อลฯ)มาอ้าง และหะดีษได้ยินบ่อยมากๆ คือ หะดีษที่

طلب العلم فريضة على كل مسلم

(رواه ابن ماجه بسند صحيح)

ซึ่งมีความหมายว่า “การศึกษาหาความรู้นั้นเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน” บันทึกโดย อิบนุมาญะฮฺ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง

แต่ในบางครั้งบางคนเขาจะอ่านว่า طلب العلم فريضة على كل مسلم ومسلمة  (การศึกษาหาความรู้นั้นเป็ฯหน้าที่ของมุสลิมทั้งชายและหญิซ) มีคำว่า مسلمة (สตรีที่นับถือศาสนาอิสลาม) เพิ่มต่อท้าย อันนี้บรรดาผู้รู้หลายท่านเขาบอกว่า คำท้ายคำเดียวคำนี้เป็นคำที่เพิ่มใหม่ บ้างว่าเป็น เฏาะอีฟ ضعيف (ความน่าเชื่อถือมีน้อย) เฉพาะคำๆนี้ เลยทำให้ส่วนที่อยู่ข้างหน้านั้นลดความน่าเชื่อถือไปด้วย เฉพาะส่วนหน้าอย่างเดียวตามที่ได้กล่าวมาข้างบนนั้น มีหลายคนได้รายงานและได้บันทึกไว้ อย่างที่ยกมานี้เป็น อิบนุมาญะฮฺ ที่บันทึกโดยเอาจากสายรายงานที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นหะดีษนี้มีความน่าเชื่อถือว่าเป็นคำพูดของนบี(ศ็อลฯ)จริงค่อนข้างสูง อย่างที่เราเรียกตามภาษาหะดีษว่า เศาะฮีฮฺ

นอกจากหะดีษที่ได้ยกมาข้างบนนี้แล้วที่เราได้ยินบ่อย มีอีกสองสามหะดีษที่อาจได้ยินที่เขายกมาอ้างสม่ำเสมอ ครั้งเมื่อผมได้เข้าไปศึกษาในระดับปริญญาตรี ผมก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามเพิ่มเติม มีทั้งหนังสือที่เป็นภาษาไทย ภาษามลายูและภาษาอาหรับ ก็จะเจอหะดีษที่คล้ายๆ และเคยได้ยินเขาเล่ามาว่าลักษณะหะดีษจริงและหะดีษเท็จบางครั้งดูได้จากสำนวนหะดีษ หะดีษที่เกียวกับการศึกษานี้บางหะดีษผมรู้สึกว่าทำไมนบีต้องกล่าวคำแบบนี้ด้วย น่าสงสัยมาก เมื่อวานก็เจออีกในหนังสือการศึกษาที่เขียนในภาษาอาหรับเล่มหนึ่ง ทำให้ผมต้องสืบค้นใหม่(เพื่อความแน่ใจ)อีกครั้งว่า จริงหะดีษที่ว่านี้ความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับใด อย่างเช่นหะดีษที่ว่า

اطلبوا العلم من ا لمهد إلى اللحد

ความว่า “พวกเจ้าจงศึกษาหาความรู้จากเปลจนถึงหลุ่มฝั่งศพ”

โดยความหมายบรรดาอุลามาอฺว่าถูกต้อง แต่ตัวบทหะดีษนี้สายรายงานไม่ถูกต้อง อับดุลฟาตาฮฺ อะบูฆุดดะฮฺ ได้กล่าวว่า ประโยคนี้มีคนพูดถึงมาก จริงแล้วไม่ใช่หะดีษ ไม่ควรจะไปอ้างว่าคำนี้หรือประโยคนี้เป็นหะดีษหรือคำพูดของนบี(ศ็อลฯ)(قيمة الزمن عند العلماء، هامش ص 29) ไม่ใช่หะดีษที่ท่านอะบูฆุดดะฮฺว่านี้ ในภาษาหะดีษเขาเรียกว่า เมาฏูอฺ موضوع

และมีอีกประโยคหนึ่งที่เขาว่าเป็นหะดีษ คือ

اطلبوا العلم ولو بالصين

ความว่า “พวกเจ้าจงศึกษาหาความรู้แม้จะไกลถึงประเทศจีน”

ประโยคนี้หลายคนได้บันทึกว่าเป็นหะดีษ และบอกว่ามาจากสายรายงานที่ชื่อว่า อะบู อาติกะฮฺ 

อัลบัซซารฺ กล่าวในมัสนัดของเขา (1/175) ว่า อะบู อาติกะฮฺ เป็นใคร มาจากไหนไม่มีใครู้จัก ดังนั้นหะดีษนี้จึงเป็นหะดีษที่ไม่มีที่มาหรือไม่มีความจริง لا أصل له

นักการหะดีษสมัยใหม่ท่านหนึ่งที่เรารู้จักในความเด็ดขาดในการตัดสินว่าหะดีษหรือไม่อย่างไรนั้น คือ ท่าน อัลบานี ท่านได้กล่าวว่า หะดีษนี้ باطل บาฏิล แปลเป็นไทยตรงคือ โมฆะ

สรุปคือ ไม่ใช่หะดีษ แต่ไม่ได้หมายความว่า โดยความหมายให้ศึกษาหาความรู้แม้จะอยู่ไกลก็ตามนั้นไม่ถูกต้องด้วย เพราะอิสลามส่งเสริมให้ศึกษาหาความรู้ทุกเมื่อและแม้จะต้องไปหาไกลๆ

วัลลอฮุอะอฺลัม